วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

เสราดารัล:บันทึกการเดินทางสู่...เสราดารัล

ประมาณปลายปี ๒๕๓๔ ดิฉันได้รับเอกสารเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้านของไทย (รัฐฉานแลปัญหายาเสพติดของอาจารย์ ดร.จำลอง ทองดี) เพื่อใช้ประกอบข่าวเรื่องยาเสพติดที่กำลังหาข้อมูลอยู่ เมื่ออ่านเอกสารฉบับนี้จบ ดิฉันเกิดความประทับใจในข้อมูลมาก จึงได้วางโครงการเรื่อง “เสราดารัล” ขึ้นในปีนั้น และเริ่มสะสมข้อมูลลงมือเขียนในปีถัดมา
เนื้อหาที่ชอบใจนอกจากเรื่องการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชนกลุ่มน้อยแล้ว ยังมีเรื่องของ ขุ่นส่า (จาง ซีฟู) opium lord ซึ่งในเอกสารอ้างว่า ขุนส่าเคยถูกรัฐบาลพม่าจับกุมได้ครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ๒๕๑๒ ตามแรงบีบของสหรัฐอเมริกา ในขณะนั้นลูกน้องขุนส่าที่เป็นพลพรรค SUN (The Shan United Army) จึงได้ทำการลักพาตัวนายแพทย์ชาวรัสเซียที่เดินทางมาช่วยงานด้านสาธารณสุขในพม่า ๒ จาก ๑๐๐ คน มาเป็นตัวประกันเพื่อการแลเปลี่ยนกับอิสรภาพของขุนส่า
ในขั้นแรกรัฐบาลพม่าไม่ยินยอมทำตามข้อเสนอ หากนายแพทย์ชาวรัสเซียที่เหลือได้ร่วมกันลงนามยื่นร้องต่อรัฐบาลพม่าให้ดำเนินการแลกเปลี่ยนตัวประกัน โดยขู่ว่าถ้ารัฐบาลพม่ายังเพิกเฉย พวกตนจะเดินทางกลับประเทศและตัดความช่วยเหลือทุกอย่างที่เคยมีมา ในที่สุดขุนส่าจึงได้รับอิสรภาพอีกครั้ง
เมื่อขุนส่ากลับไปอยู่ร่วมกับผู้คนของเขา เขาได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้นำชนกลุ่มน้อยทางภาคเหนือของประเทศพม่า จัดตั้งรัฐสภาปฏิวัติแห่งรัฐฉาน (Thailand Shan State Revolutionary Council หรือ TRC) ขึ้นเพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากพม่า การสู้รบเพื่อแผ่นดินและความเป็นไทของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ยังดำเนินอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ดิฉันเป็นคนชอบเรื่องพาฝัน จึงได้นำข้อมูลนี้มาดัดแปลงเสริมแต่งเป็นเรื่องสมมติแนวโรแมนติคเสีย ยึดหลักความพอใจของตัวเองเป็นใหญ่ “นาคิม” จึงยืนอยู่ระหว่าง “ตำแหน่ง” ผู้นำการกู้ชาติและมี “หน้าที่” สำคัญที่จะต้องหาหนทางช่วยเหลือ “ว่าที่เจ้ามหาชีวิตแห่งขลา” ออกจากคุกของประเทศสิคาล
แม้ชื่อของนาคิมจะอยู่ในแฟ้มดำของดีอีเอ (หน่วยปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐอเมริกา) แต่เขายืนยันหนักแน่นว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ฉะนั้นการจะแต่งตั้งให้เป็น opium อะไรสักอย่างคงไม่เหมาะ ดิฉันจึงเลือกการสู้รบแบบกองโจรขึ้นมาเป็นสมญาของ “อภูติแห่งราตรี” แทน และจากนายแพทย์ชาวรัสเซียสองคนกลายมาเป็น พันไมล์ นักเรียนแพทย์สาวปีสุดท้ายจากเมืองไทย เพื่อให้เรื่องราวมีรสชาติและสีสันขึ้น
ขลาและสิคาลเป็นประเทศสมมติ ฉากในเรื่องแต่งเติมมาจากภาพถ่าย “ค่าย” กลางหุบเขา วิถีชีวิตบางแง่มุมยืมและปรับปรุงจากชีวิตชาวทิเบต ข้อมูลส่วนใหญ่ในเรื่องอิงและดัดแปลงมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนร่วมโลกของเรา แม้แต่ฉากสุดท้ายของ “เปญอัคนิน” ดิฉันก็เคยได้เห็นภาพถ่ายมาแล้วจากนิตยสาร TIME ผิดเสียแต่ว่าเปลี่ยนจากต้นสนเป็นเสาไฟฟ้าที่เรียงขนานสองข้างทางรถไฟเท่านั้น
เสราคือดอกกุหลาบ ดารัลดั่งดวงดาว สุดท้ายนี้ดิฉันขอฝาก
เสราดารัล…..การเต้นรำในคืนดวงดาวเต็มฟากฟ้าไว้ให้ครื้นเครงชื่นบานในใจท่านผู้อ่านด้วยค่ะ
กิ่งฉัตร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น